[Daomu One-shot][เมินโหยวผิงxอู๋เสีย] Through the Normalcy We’re Blessed With

 

“Through the Normalcy We’re Blessed With”

 

Daomu Biji (บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน/Grave Robbers’ Chronicles/The Lost Tomb) One-shot Fan-fiction
Pairing: 瓶邪 ผิงเสีย
(เมินโหยวผิงxอู๋เสีย)
ฟิคเรื่องนี้เป็นสิ่งตอบแทนสำหรับผู้สนับสนุน Bubble Tea & Fiction Project

 

**Warning**
– แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มาจากจินตนาการ (มโน) ของผู้แต่งแฟนฟิคชั่นทั้งสิ้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนิยายต้นฉบับแต่อย่างใด
– Spoiler Warning ไม่ถึงกับสปอยล์มาก แต่ถ้าจะให้ดีควรอ่านภาคหลักและภาคสิบปีให้จบก่อนค่ะ
– แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นคู่ “เมินโหยวผิง x อู๋เสีย” นะคะ ใครที่ไม่ชอบความสัมพันธ์ของคู่ชาย-ชาย กรุณาหลีกเลี่ยงค่ะ
– (คิดว่าน่าจะ) OOC (Out of Character) มั้งคะ

 

หลังลงจากเขาฉางไป๋ซาน เสี่ยวฮัวก็จัดการให้คณะเดินทางทุกคนเข้าไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลท้องถิ่นทันที โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร นอกจากเมินโหยวผิงมีอาการอ่อนเพลียนิดหน่อยแต่ก็ไม่ส่งสัญญาณอันตราย ไม่มีปัญหาสุขภาพ และไม่มีโรคร้ายแรงติดพ่วงมาจากหลังประตู

หลังจากนั้นเสี่ยวฮัวก็ออกปากรับหน้าที่ดูแลพวกลามะที่คีบมาช่วยงานแทนผม เพื่อปล่อยให้พวกเราสามคนได้มีเวลาส่วนตัว เราแยกกันที่โรงพยาบาล พวกผมออกมาก่อน ส่วนเขารับปากว่าเสร็จธุระแล้วจะตามไปสมทบที่โรงแรมที่จองเอาไว้

พวกเราสามคนอันประกอบด้วย ผม นายอ้วน แล้วก็เมินโหยวผิง จึงเปลี่ยนไปใช้รถ SUV ออกเดินทางจากโรงพยาบาลกลับไปยังที่พักของเรา

นายอ้วนซึ่งขันอาสารับหน้าที่คนขับ ขับเข้าเมืองไปพลางก็จ้ออัปเดตชีวิตและธุรกิจที่ปักกิ่งของตนให้เมินโหยวผิงฟังไม่หยุดปาก เมินโหยวผิงที่นั่งอยู่เบาะหลังเพียงรับฟังอย่างเงียบๆ ผมได้ยินเขาส่งเสียงตอบรับขึ้นมาหนึ่ง “อืม” ในตอนที่นายอ้วนเล่าว่าตนยังครองตัวเป็นโสด

นายอ้วนเป็นคนคุยเก่ง มีเรื่องมาเล่าไม่รู้จบ และไม่สะทกสะท้านต่อความเงียบงันของคู่สนทนา สมกับที่เคยเป็นคนรับเมินโหยวผิงช่วงที่เสียความทรงจำไปอยู่ในการดูแลพักใหญ่แล้วยังตัดสินใจจะคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนกันต่อไปไหว บางครั้งเขาก็เป็นฝ่ายโพล่งเรื่องของผมออกมาแทน ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่โกรธ กลับยินดีเสียอีก เพราะตัวผมเองก็เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนานนี้ มากเกินกว่าจะย้อนกลับไปดึงเอาความทรงจำเหล่านั้นออกมาฉายซ้ำในหัวอีกครั้งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเป็นคำพูด

ผมนั่งฟังนายอ้วนเล่าเรื่องราว พยักหน้าเห็นด้วยบ้าง โต้แย้งส่วนที่เล่าเกินจริงบ้าง เล่าเสริมเองบ้าง สักพักก็ผล็อยหลับไป

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีตอนรถจอดสนิทอยู่ในซอยริมถนน นายอ้วนตบหน้าปลุกผม “เทียนเจินๆ ตื่นๆ แวะซื้อของกันก่อน”

ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ถามไถ่ก็ได้ความว่าการเดินทางที่ผ่านมาของเราใช้เสบียงไปจนหมดเกลี้ยง ทั้งของกินจริงจังและของกินเล่น ตลอดจนของใช้ต่างๆ ก็ถูกใช้ไประหว่างทางเป็นจำนวนมาก นายอ้วนอยากจะเติมของก่อนเข้าเมือง เผื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดระหว่างเดินทางกลับหังโจว อย่างน้อยทีมของเราก็จะไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาจนเกินไป

นายอ้วนพาเดินนำออกจากซอยเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นริมถนน ผมเองก็ไม่จู้จี้ เดินพลางเกาหัวพลางหาวตามเข้าไปพร้อมกับเมินโหยวผิง

“ก่อนอื่นก็ต้องเบียร์ แล้วก็กับแกล้ม ถั่ว ไก่ย่าง เนื้อเค็ม…ไม่เอาดีกว่า ไอ้นี่ตอนอยู่บนเขากินจนเอียนแล้ว …แล้วก็เหล้าขาว” นายอ้วนร่ายรายการของที่ต้องซื้อออกมา ซึ่งหลักๆ แล้วมีแต่ของกิน

“เติมของบ้าอะไร นี่มันเติมแต่ของกินชัดๆ!” ผมมองค้อนใส่นายอ้วนปะหลับปะเหลือก

“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! น้องเสี่ยวเกอกลับมาแล้วเราก็ต้องฉลองกันให้เต็มที่หน่อย!” เขาหันมาป้องปากกระซิบกับผมพัลวันเหมือนแก้ตัว

ผมจิ๊ปาก ก่อนจะพยักหน้าโบกมือเป็นสัญญาณอนุมัติอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ในใจคิดว่าผมไม่มีเรี่ยวแรงจะทำตัวคึกคัก ก็ปล่อยให้นายอ้วนรับหน้าที่สร้างบรรยากาศดีกว่า งบที่กันเอาไว้สำหรับการคีบลามะหนนี้ก็ยังเหลือ จึงหลุดปากออกไป “งั้นก็หยิบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวจ่ายให้เอง”

ไม่คิดว่านายอ้วนจะมีปฏิกิริยากับคำตอบรับนี้อย่างทันทีทันใด มือที่เดิมทีก็ฉวยของเก่งกาจอ้วนพลิ้วในสุสานอยู่แล้ว ครั้นพออยู่หน้าชั้นวางของขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็หยิบฉวยเอาสิ่งของที่ต้องการด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่า “เอ…เทียนเจิน นายยังกินปลาหมึกแห้งเปล่าๆ อยู่ไหมนะ?”

“พ่องสิ ฉันไม่เคยกินอะไรแบบนั้นโว้ย! จำสลับกับใครแล้วนั่น”

นายอ้วนยังคงกวาดของจากชั้นวางอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

ผมจะไม่ยอมขาดดุลให้นายอ้วนผูกขาดด้านอาหารอยู่ฝ่ายเดียวเป็นอันขาด รีบหันไปถามเมินโหยวผิงที่เดินตามหลังพวกเรามาอย่างไม่ให้สุ้มเสียง “เสี่ยวเกอ นายอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

ผมมองเขาอย่างคาดหวัง แต่พอเห็นสายตาเหม่อลอยของเขาก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เขาจะไม่มีคำตอบให้กับผม

อา… ลืมไปสนิทเลย ปกติหมอนี่ก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

ผมจึงไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้เขาเดินตามหลังขบวนของเราเงียบๆ …แบบนี้ก็สมกับเป็นเมินโหยวผิงดีแล้ว ผมคิดเช่นนั้น

จนเมื่อนายอ้วนกวาดของกินจนหมดรายการที่เขาตั้งใจไว้ แล้วหันมาบ่นว่าซูเปอร์ฯ บ้านนอกมีของน้อยเกินไป เปย์ไม่สะใจเลย ตอนที่ผมกำลังจะอ้าปากด่าว่าไม่สะใจห่าอะไร คนที่รูดบัตรจ่ายคือผม ไม่ใช่เขา นายอ้วนก็ชิงยกมือขึ้นห้ามก่อน

“น้องเสี่ยวเกอไปไหนแล้ว?” เขาขมวดคิ้วมองข้ามไหล่ผมไป ผมเห็นนายอ้วนกวาดตามองเลิ่กลั่ก ก็รู้แล้วว่าของจริง

ผมหันขวับ

เมินโหยวผิงหายไปแล้ว …ไม่สิ เขาหายไปอีกแล้ว

ไอ้บ้านี่! อย่ามาทำเป็นล้อเล่นเชียวนะ คิดว่าผมบากบั่นมารับเขา เพื่อให้เขาหนีหายไปง่ายๆ ไม่บอกไม่กล่าวในซูเปอร์มาร์เก็ตระหว่างที่พวกผมกำลังช้อปอย่างนั้นเรอะ!

ผมรีบจ้ำย้อนกลับทางเดิม มองซ้ายขวาหาตัวเขาตามทางเดินระหว่างชั้นวางสินค้าที่เต็มพรืดไปหมด ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ไม่ใหญ่มาก คนก็บางตา นายอ้วนแยกไปหาอีกทางก็เกือบครอบคลุม

“เชี่ย อย่าบอกนะว่าถึงขั้นต้องประชาสัมพันธ์ช่วยประกาศหาเด็กหายกันแล้ว” เสียงนายอ้วนโวยวายจากฝั่งตรงข้าม

“อย่าเพ้อเจ้อ ถ้าหายใครจะเป็นผู้ปกครอง”

“นายไง นายทำหาย ฉันก็คิดว่านายจูงมือเขาไว้ซะอีก” ผมกับนายอ้วนวิ่งขนานกันคนละฝั่ง พอวิ่งผ่านหนึ่งล็อก หันมาเจอกันที นายอ้วนก็โวยวายที

“จูงมือพ่องสิ ทำไมฉันถึงจะต้องจูงมือเสี่ยวเกอ?” ผมด่าสวนตอนที่วิ่งผ่านอีกหนึ่งล็อก

“ไม่รู้แหละ ถ้าแจ้งประชาสัมพันธ์ นายต้องเป็นแม่ เสี่ยอ้วนจะเป็นพ่อ”

ผมกำลังจะด่าข้ามฝั่งไปว่าพ่องเถิด การจะประกาศหาคนหายมันก็มีความสัมพันธ์อื่นๆ นอกเหนือจากพ่อแม่ลูกก็ได้ไหม! ยังไม่นับว่าซูเปอร์ฯ เล็กๆ แบบนี้ไม่ใช่ศูนย์การค้าใหญ่สักหน่อย จะไปมีหน่วยประชาสัมพันธ์ที่ว่าได้ยังไง?! ไอ้หมอนี่พูดจาเลอะเทอะไปหมด …แต่ยังไม่ทันได้ด่าออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังยืนนิ่งอยู่ตรงแผนกของใช้ใกล้ๆ ทางออกเสียก่อน

ผมหยุดอยู่กับที่ทันที นายอ้วนเซนส์ไว เห็นผมเงียบเสียงไปไม่ต่อความ ก็รู้ว่าผมเจออะไรบางอย่างเข้า เขาจึงหยุดตะโกนแล้วรีบตามมาสมทบข้างหลังผม

ณ ที่ตรงนั้น เมินโหยวผิงกำลังยืนหันหลังให้กับพวกเรา เขากำลังพิจารณาสิ่งของสองชิ้นในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ศีรษะก้มลงเล็กน้อย สายตาหลุบลงจ้องมองของในมือ

ในมือของเขาคือแปรงสีฟันสองอันในกล่องซีลพลาสติก สองมือของเขาที่จับปลายด้ามเอาไว้นิ่งมาก สมดุลมาก ยามพลิกด้านก็พลิกพร้อมกัน ยามยกขึ้นอ่านฉลากก็ยกขึ้นในระดับสายตาพร้อมกัน แขนข้างหนึ่งของเขาคล้องตะกร้าช้อปปิ้งซึ่งมีข้าวของใส่เอาไว้ ในนั้นบรรจุเต็มไปด้วยของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น รองเท้าแตะ เสื้อยืดสีพื้นเรียบๆ เสื้อกล้าม แล้วก็กางเกงในปกติธรรมดาที่ไม่มีลายลูกเจี๊ยบพิมพ์อยู่บนนั้น

ภาพที่เมินโหยวผิงพิจารณาแปรงสีฟัน ช่างเป็นสิ่งแปลกตา ผมซึ่งคุ้นชินกับจางฉี่หลิงที่มีฝีมือร้ายกาจยามอยู่ในสุสาน เป็นคนใบ้จางผู้เมินเฉยและเย็นชาต่อโลกภายนอก ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่านายเมินโหยวผิงคนเดียวกันนี้จะมีความชอบความชังต่ออะไรก็ตามบนโลกนี้มากน้อยกว่ากันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันง่ายๆ อย่างแปรงสีฟันสองอันที่เขากำลังพิจารณาเปรียบเทียบในมือทั้งสองของเขาอยู่นี้

ภาพเมินโหยวผิงที่กำลัง ‘เลือก’ จึงให้ความรู้สึกประหลาด

เขากำลังเลือกของใช้ให้ตัวเองแบบไหน? เขาจะชอบใช้แปรงสีฟันชนิดใด? รองเท้าของเขาเป็นไซซ์อะไร? เขาชอบใส่เสื้อลำลองสีอะไร? แล้วเสื้อผ้าที่เขาเลือกให้ตัวเองนั้น เป็นแบบที่เขาชอบมากกว่าชุดที่นายอ้วนเคยเลือกให้หรือเปล่า? น่าตลกที่ตลอดเวลานานนับสิบปีที่ผ่านมา …ผมแทบไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อนเลย

ในวินาทีนั้น ผมพลันกระจ่างขึ้นมาได้ว่า นี่ต่างหากจึงเป็นความธรรมดาที่เขาสมควรได้รับ

เมินโหยวผิงไม่ใช่คนเรื่องมากมาแต่แรก ตัวเขาที่ผมเคยพบเจอตลอดมามักอยู่ในสถานการณ์ที่เขาแทบไม่ได้เลือกอะไรให้ผมเห็นมากไปกว่าการเลือกทางเดินในสุสาน เดิมทีคนในอาชีพลงดินมักมีเรื่องความเป็นความตายคาดอยู่บนเอว ไม่มีเวลามาพิถีพิถันต่อรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว กอปรกับตัวเขาที่มีความสามารถสูงจนสามารถใช้ ‘อะไรก็ได้’ ในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ทุกรูปแบบบนโลก อะไรก็ได้ในที่นี้จึงรวมถึงการใช้อะไรก็ได้ร่วมกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่อาหารการกิน ถ้าไม่เกี่ยวพันกับเรื่องคอขาดบาดตายก็จะไม่มีวันได้เห็นเขาเอ่ยปากออกความเห็นอะไร

เพราะเป็นเช่นนั้นมาตลอด ผมจึงแทบนึกภาพไม่ออกว่าในเวลาที่เขาสามารถเลือกได้อย่างอิสระโดยไม่มีความเป็นความตายของใครมาเกี่ยวข้อง ไม่มีภาระหน้าที่ของจางฉี่หลิงเป็นเงื่อนไข และไม่มีสมบัติโบราณเป็นเดิมพัน เมินโหยวผิงจะเลือกอะไรให้กับตัวเอง?

ตัวเขาในเวลาสบายๆ ที่แสนปกติธรรมดา จะใช้ชีวิตแบบไหน ผมแทบนึกไม่ออกเลย

…ผมยังรู้จักคนคนนี้น้อยเกินไปจริงๆ

ผมตัดสินใจยืนรออยู่อย่างนั้น รอเมินโหยวผิงพิจารณาเลือกแปรงสีฟันอีกไม่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ เลือกเอาอันหนึ่งใส่ตะกร้า อีกอันแขวนกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะหันมาทางพวกเราเหมือนรู้มาตลอดว่าผมกับนายอ้วนยืนอยู่ตรงนี้

พอเขาหันมา ผมกับนายอ้วนก็เหมือนถูกเปิดสวิตช์ นายอ้วนมองของในตะกร้าแล้วก็หัวเราะออกมา “เสี่ยวเกอ อันที่จริง ของใช้ที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับนาย เทียนเจินเขา…” ผมถองเข้าให้หนึ่งทีก่อนที่นายอ้วนจะพูดจบ

เมินโหยวผิงได้ยินคำพูดของนายอ้วนก็เลิกคิ้วมองผม ก่อนจะขยับยื่นตะกร้ามาข้างหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่าเขาซื้อของพวกนี้ได้ไหม

เห็นกิริยาเช่นนี้ของเขาผมก็อดขำไม่ได้ กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่

“ไม่ต้องกังวล นายหยิบของใช้ของนายได้ตามสบายเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง” ผมบอกออกไป พลันรู้สึกว่าทุกอย่างถูกต้องแล้ว เมินโหยวผิงควรจะมีวันธรรมดาๆ ของเขาบ้างเสียที และคงจะดีไม่น้อยเลย ที่วันธรรมดาๆ ของเขา มีพวกเราเป็นส่วนร่วมอยู่ในนั้น

เมินโหยวผิงเดินมารวมกับพวกเรา เลือกซื้อของใช้ร่วมกันอีกนิดหน่อยก่อนจะไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินพร้อมกัน จากนั้นก็หอบหิ้วของที่ชำระเงินเสร็จแล้วกลับไปรวมกันที่รถ ในนั้นมีของของผม ของของนายอ้วน แล้วก็ของของเมินโหยวผิง

ในตอนที่เดินอ้อมกลับมายังที่นั่งคนขับ นายอ้วนก็บ่นงึมงำ “นายเนี่ยน้า เมื่อกี้เสี่ยอ้วนจะบอกว่าของใช้พวกนี้นายเตรียมเอาไว้ให้ที่บ้านหมดแล้ว นายก็ไม่ยอมให้พูด ไม่รู้ว่าเขินอะไร”

ผมเลิกคิ้ว เปิดประตูเข้าไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ “ของที่เตรียมไว้นั่นก็แค่เตรียมเผื่อเอาไว้ แต่ถ้าเสี่ยวเกอมีของที่อยากใช้ฉันก็ไม่ขัด บ้านมันจะเป็นบ้านได้ยังไง ถ้าไม่มีของใช้ที่ตัวเองเลือกใช้แล้วรู้สึกสบายใจ ใช่มั้ย เสี่ยวเกอ?”

เมินโหยวผิงที่เพิ่งนั่งลงตรงเบาะหลังยังคงเงียบ ไม่ตอบอะไร พอผมหันไปก็เห็นว่าเขามองผมอยู่ ในแววตามีความแปลกใจที่ผมเองก็ตีความไม่ออกสะท้อนกลับมา

นายอ้วนส่งเสียงอย่างเบื่อหน่าย “ถ้านายใช้หลักการนี้ ก็ต้องว่ากันอีกทีตอนเข้าเมือง ซูเปอร์ฯ เล็กๆ แบบนี้มันไม่มีของใช้ดีๆ ที่ทำให้สบายใจขนาดนั้นหรอก”

ผมที่เผลอไปสบตากับเมินโหยวผิงเข้า เห็นสีหน้าแปลกๆ ของเขา ผมเองก็เริ่มทำตัวไม่ถูก จึงทำทีเป็นหยิบขนมจากถุงของกินข้างๆ ตัวเขามาเก็บไว้เบาะหน้าเผื่อแกะกิน แล้วก็หันไปคุยกับนายอ้วนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นั่น…นั่นก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน”

นายอ้วนออกรถ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง คิดคำนวณในใจคร่าวๆ ว่าต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่กว่าจะกลับถึงหังโจว และอีกนานเท่าไหร่กว่าจะมีเวลาออกไปซื้อของในเมืองด้วยกันกับเมินโหยวผิง …ผมเองก็อยากจะรู้จักกับตัวเขาในวันธรรมดาให้มากขึ้นเหมือนกัน

ผมเอื้อมมือไปแกะถุงขนมที่หยิบมา พอแกะออก กลิ่นคาวทะเลก็ฟุ้งขึ้นมา “เชี่ย! ใครซื้อปลาหมึกตากแห้งมาวะ!”

“ของฉันเอง” เมินโหยวผิงตอบ

นายอ้วนถึงกับระเบิดหัวเราะลั่นอย่างควบคุมไม่ได้

…ผมยังรู้จักคนคนนี้น้อยไปจริงๆ

เอาเถิด อย่างน้อยคราวนี้ผมก็มีเวลาทำความรู้จักกับความชอบของเขาไปทีละอย่างสองอย่าง

ผมแน่ใจว่าผมยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ดูจากของที่ซื้อเข้าบ้านคราวนี้ เมินโหยวผิงคงจะอยู่กับเราไปอีกนาน

 

+++
END
07/10/2019

 

Talk Time:

ฟิคเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Bubble Tea & Fiction Project ค่ะ! เขียนให้กับผู้สนับสนุนรายที่สามของเราค่ะ คราวนี้เป็นรีเควสต์คู่ผิงเสีย ภายใต้โจทย์ 817 ซึ่งเนื่องจากผู้สนับสนุนรายนี้สนับสนุนค่าชานมไข่มุกให้เราถึง x2 แก้ว ก็เลยตั้งใจจะเขียนให้ยาวกว่าปกติค่ะ

สำหรับเราแล้ว แปรงสีฟันคือไอเท็มเทพค่ะ ไม่ว่าจะใช้ประกอบในสถานการณ์ไหน ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านเดียวกันตลอดเลย (เป็นความชอบส่วนตัว)

พอพูดถึง 817 ก็เลยคิดว่าเมินโหยวผิงน่าจะมีโมเมนต์ย้ายเข้าบ้านนายน้อยแบบไม่เป็นทางการเหมือนกันนะ อะไรจะเป็นสัญลักษณ์ว่ายินยอมมาอยู่บ้านเดียวกันแล้ว ถ้าไม่ใช่การซื้อข้าวของเพื่อไปฝังตัวอยู่ร่วมบ้านกัน Y_Y พอคิดแล้วก็ชอบมากๆ เลย ก็เลยจะเขียนพล็อตนี้ออกมาให้ได้ จากนั้นก็ใช้เวลาง่วนอยู่กับเรื่องนี้นานมาก กว่าจะจัดองค์ประกอบสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่อยากพูดถึงให้ออกมาได้ครบ เลยออกมาเป็นฟิคโทนผู้ใหญ่ (ผู้ปกครอง?) ที่โอบอุ้มความรู้สึกและการตีความของเราเช่นนี้ค่ะ

หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านและผู้สนับสนุนชอบและมีรอยยิ้มไม่มากก็น้อยค่ะ

ด้วยรัก จากปอยิ้ม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s