[Beauty and the Beast One-shot][อดัมxเบลล์] Why are you doing like a housemaid?

 

“Why are you doing like a housemaid?”

 

Beauty and the Beast (โฉมงามกับเจ้าชายอสูร) One-shot Fan-fiction
Pairing: Adam/Belle
(อดัมxเบลล์)

 

**Warning**
– แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มาจากจินตนาการ (มโน) ของผู้แต่งแฟนฟิคชั่นทั้งสิ้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ แอนิเมชั่น และนิทานโฉมงามกับเจ้าชายอสูรต้นฉบับแต่อย่างใด
– เขียนโดยอ้างอิงจากภาพยนตร์ Beauty and the Beast (โฉมงามกับเจ้าชายอสูร) ฉบับคนแสดง ปี 2017
– แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นคู่ “อดัม (อสูร) x เบลล์” นะคะ ใครที่ไม่ชอบคู่ชาย-หญิง กรุณาหลีกเลี่ยงค่ะ
– (คิดว่าน่าจะ) OOC (Out of Character) มั้งคะ

 

นายเหนือหัวเจ้าของปราสาทก้าวออกจากห้องสมุดอย่างไร้จุดหมาย ร่างอันใหญ่โตของอสูรเดินไปหยุดที่หน้าห้องอาหาร ชะเง้อมองเข้าไปด้านใน จากนั้นก็เดินผ่านประตูเล็กเพื่อแวะไปดูที่ครัว ก่อนจะก็เปลี่ยนเส้นทางกลับออกมายังทางเดินด้านนอก แล้วก็ไปยืนมองซ้ายมองขวาบนระเบียงใกล้ๆ ห้องสมุดอีกครั้ง

วันนี้ประชากรในปราสาทดูบางตา ถึงแม้ว่าแต่เดิมทีสถานที่แห่งนี้ก็เงียบเหงามาตลอดหลายปีให้หลัง เป็นความเย็นยะเยือกที่ต้องอาศัยเพียงวันเวลาในการบั่นทอน ขัดเกลา ลบเลือน กว่าเขาจะสามารถทำใจให้ชินได้ในที่สุด แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น บรรดาคนรับใช้ที่ถูกสาปซึ่งแต่เดิมซึมเซาจับเจ่า ต่างก็วิ่งวุ่นวายและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อมีแขกให้พวกเขาได้ทำหน้าที่รับรอง จนมาถึงวันนี้…ที่ปราสาทกลับมาเงียบงันเหมือนเคย ความรู้สึกของเขาผู้เป็นเจ้าบ้านกลับไม่ใกล้เคียงกับคำว่าคุ้นชิน

อสูรที่ยืนอยู่เหนือระเบียงได้ยินเสียงพูดคุยแว่วสะท้อนมาจากห้องโถงเต้นรำที่ชั้นล่าง นับตั้งแต่วันที่คำสาปเข้าเกาะกุมทั่วทั้งปราสาท ก็มีห้องหลายห้องเหลือเกินที่ถูกปิดไม่ได้ใช้งาน โถงเต้นรำก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่แม้แต่เขาเองก็จำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดที่เดินผ่านคือเมื่อไหร่ โถงเต้นรำจะมีประโยชน์อันใดในปราสาทที่ไร้ผู้มาเยือนเล่า?

หรืออาจจะมี? ก็ในเมื่อตอนนี้ปราสาทของพวกเขามีแขกมาเยือนแล้ว…

ไม่! ไม่… อสูรชิงส่ายหน้าให้กับความคิดเลอะเทอะของตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อ

เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าห้องโถงเต้นรำที่ชั้นล่าง ก็เห็นประตูคู่บานยักษ์ถูกเปิดทิ้งเอาไว้เพียงซีกหนึ่ง เสียงพูดคุยยังคงดังมาจากด้านใน เขาจึงตรงเข้าไป

และในจังหวะนั้นเองที่เครื่องเรือนชิ้นหนึ่งบินหวือออกมาเกือบชนกับหน้าเขาพอดิบพอดี

“อุฟส์ ขออภัยนายท่าน!” เป็นเสียงของพลูเมตท์ สาวรับใช้ที่ถูกสาปให้อยู่ในร่างไม้ปัดฝุ่นขนนกรูปร่างนกยูงสีขาวสะอาด

อสูรย่นจมูก ด้วยเกรงว่าจะเผลอสูดเอาขนตรงปลายร่างของสาวรับใช้เข้าไปอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็โบกไม้โบกมืออย่างไม่ถือสา

“ท่านกำลังตามหามาดมัวแซลล์อยู่หรือเปล่า?”

“เปล่า!” เขาตอบทันที และเขาไม่ได้โกหกด้วย ถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะไปที่ห้องสมุดเพราะคิดว่าเบลล์จะอยู่ที่นั่น แต่ที่มัวเดินเตร่ไปเตร่มาอย่างไร้จุดหมายหลังจากนั้น ก็เพราะ…เพราะ…เพราะเขาเห็นว่าคนรับใช้ในปราสาทไม่คึกคักขวักไขว่เหมือนเคยต่างหาก! พอได้ยินเสียงพูดคุยก็เลยเดินตามเสียงที่ได้ยินมาถึงที่นี่!

“เธออยู่ในห้องนี้แหละ” พลูเมตท์กางปีกข้างหนึ่งชี้เข้าไปด้านในห้องโถงหลังบานประตู ก่อนจะโค้งตัวแสดงความเคารพแล้วบินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะลึกในลำคอ

อสูรย่นจมูกอีกครั้ง คราวนี้พร้อมกับแยกเขี้ยวไล่หลังสาวใช้ผู้เพิกเฉยต่อคำปฏิเสธของผู้เป็นนายอย่างสิ้นเชิง

แต่เมื่อละสายตาจากพลูเมตท์ ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวถูกกลบทับด้วยความวูบโหวง ซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูกว่านี่เป็นความทุกข์ ความเศร้าโศก หรือเป็นเพียงความรู้สึกด้านชาเฉียบพลัน

โถงเต้นรำอันกว้างขวางโอ่อ่าที่เคยต้อนรับแขกเหรื่อนับไม่ถ้วนของเจ้าชายหนุ่มรูปงาม บัดนี้กลับกรำฝุ่นและอ้างว้าง ลายบนพื้นที่เคยจารึกตราประจำราชวงศ์สีสว่างขัดเงาเปล่งประกาย บัดนี้ถูกเกล็ดน้ำแข็งจากฤดูหนาวชั่วนิรันดร์ถมทับจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม กระทั่งโคมระย้าที่แม้จะมีถุงกันฝุ่นห่อหุ้มเอาไว้ ก็แลดูหม่นหมองไม่น่ามองเหมือนอย่างเคย

บานหน้าต่างทุกบานถูกคราบน้ำแข็งและฝุ่นหนาจับเป็นก้อนจนแสงตะวันไม่อาจส่องทะลุเข้ามาได้ ทำให้ทั้งห้องโถงมืดทึม ที่ตรงนั้น ท่ามกลางพื้นห้องโถงที่ถูกเกล็ดหิมะเกาะกิน ท่ามกลางความมืดหม่นทั้งปวง หญิงสาวที่เขากำลังตามหากำลังยืนมองไปรอบๆ

และเมื่อเธอกวาดตามาถึงบานประตูที่เปิดค้างเอาไว้เพียงบานหนึ่งก็มองเห็นเขา

“สวัสดี”

“สวัสดี”

อสูรก้าวเข้ามาในห้องโถงกว้าง เพียงอุ้งเท้าเหยียบย่ำสัมผัสลงบนพื้น อุณหภูมิเย็นก็เฉียบไหลแล่นขึ้นมาถึงท่อนขาอันใหญ่ยักษ์ของเขา จากที่ตรงนี้ เขาสามารถมองเห็นรอยต่อระหว่างพื้นเดิมและผืนน้ำแข็งที่เคลือบกระจายไปทั่วห้อง เริ่มต้นที่คราบใยบางๆ จากด้านใน ไล่ไปจนจับตัวเป็นก้อนหนาเมื่อยิ่งใกล้บริเวณระเบียงและหน้าต่างที่หันไปสู่นอกปราสาท

ในห้องโถงนี้นอกจากเบลล์แล้ว ยังมีมาสโตรคาเดนซาผู้เป็นขาประจำของห้องนี้ตลอดมาและตลอดไป ชาพู อดีตคนรับใช้ประจำตัวที่รับหน้าที่แต่งองค์ทรงเครื่องให้กับเขาโดยตรงเมื่อครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ และบรรดาสาวรับใช้ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของพลูเมตท์บินอยู่กลางอากาศ ช่างเป็นการจับกลุ่มที่ชวนแปลกใจจนยากจะคาดเดาวาระและสถานการณ์ที่ทำให้คนกลุ่มนี้มารวมตัวกัน

“พวกเขาเล่าให้ฉันฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันจึงขอให้พลูเมตท์พามาที่นี่” เบลล์เป็นฝ่ายเล่าขึ้นมาก่อนที่เขาจะเอ่ยถาม เธอหันมองหน้าเขาผู้เป็นเจ้าของปราสาท “มัน…ใหญ่โต แล้วก็สง่างามมากๆ เลย”

หากเป็นตัวเขาในอดีต คงไม่แม้แต่จะใส่ใจคำชมซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายที่เขาได้ยินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเช่นนี้ เขาคงกลอกตาและยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ พลางนึกดูแคลนความตื้นเขินของผู้พูด ที่เลือกจะกล่าวเยินยอในสิ่งที่เจ้าของปราสาทเองก็รู้ดีอยู่แล้วกระมัง?

น่าแปลกที่ในเวลานี้ คำคำนี้กลับให้ความรู้สึกผิดที่ผิดทาง อีกทั้งยังถูกทาบทับด้วยความรู้สึกผิดที่ติดตามมาดั่งเงา กระนั้นเขาก็รู้ดีว่าคำพูดนี้ไม่ใช่คำโกหกตลบตะแลงเมื่อออกมาจากปากคนตรงไปตรงมายอมหักไม่ยอมงออย่างเบลล์

อสูรเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ทางเดินชั้นลอยของโถงเต้นรำที่เขามองเห็นกลับคล้ายอยู่ไกลออกไป “ที่เธอเห็นอยู่นี่โทรมลงไปมากแล้ว” เขากล่าวอย่างแผ่วเบา เสียงของเขาที่เดิมต่ำอยู่แล้ว ถูกกดลงต่ำกว่าปกติจนคำพูดแทบจะปนไปกับเสียงคำรามในลำคอ

“เป็นผลมาจากคำสาปเหรอ?” เบลล์เคยเห็นกุหลาบวิเศษยามที่กลีบร่วงโรยลง สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือแรงสั่นสะเทือนและเสียงสนั่นหวั่นไหวจากที่ไหนสักแห่งในปราสาท

อสูรหลับตา เขาไม่ตอบคำ เพียงพยักหน้าอย่างเงียบงัน

ความอึดอัดเกาะกินจากจุดลึกๆ ในอก ไล่ขึ้นมาหยุดที่ลำคอ เบลล์ไม่สามารถคิดหาคำพูดที่เหมาะสมมาปลอบประโลมบุคคลตรงหน้าให้เพียงพอสำหรับสิ่งที่เขาต้องเผชิญได้เลย ไม่ว่าจะจากในสมอง จากในหนังสือ หรือจากชีวิตประจำวันอันแสนน่าเบื่อหน่ายในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เธอเคยอยู่มา เธอจึงทำได้แค่มองเขาอย่างให้กำลังใจ

อสูรหันมองเธอตอบ แล้วก็เห็น …ผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งถูกกำแน่นอยู่ในมือของหญิงสาว

“นั่น…เอ่อ…นั่นคืออะไร”

เมื่อสังเกตให้ดี ผมของเธอถูกมวยขึ้นด้วย …ทำท่าทางเหมือนมิสซิสพอตส์ตอนที่พร้อมลุยงานเต็มที่ไม่มีผิด ซึ่งงานที่ว่าคือการลากเจ้าชายตัวน้อยออกมาจากตู้ในครัวหลังจากที่เจ้าชายน้อยทำอะไรสักอย่างตกแตก ซึ่งเขายังคงจำได้ติดตาแม้เวลาจะผ่านมานานแสนนานแล้ว

เบลล์เลิกคิ้วอย่างงุนงงชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจในที่สุดว่าเขาหมายถึงอะไร

“อ้อ พอมาถึงที่นี่ พวกเขาก็ไม่ยอมให้ฉันอยู่ในนี้นานนักถ้ายังมีฝุ่น พวกเขาก็เลย…” เบลล์กางแขนไปทางชาพูที่ยังกำไม้ถูพื้นด้วยมือราวแขวน กับบรรดาสาวรับใช้ที่บินมารวมกันอย่างเรียบร้อยเมื่อนายใหญ่ของปราสาทปรากฏตัว

“นั่นไม่เห็นเกี่ยวกับเธอเลย…”

“ก็ฉันรู้สึกเหมือนฉันเพิ่มงานให้เขา ฉันก็เลยอยากช่วยทำความสะอาดด้วย”

“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเธอสักหน่อย…” เขาเถียง

อันที่จริงเขาอยากบอกเธอด้วยซ้ำ ว่าพวกคนรับใช้คงดีใจที่ได้ทำงานสักทีมากกว่าจะเสียใจที่ต้องทำงานเพิ่ม แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอรับรู้ถึงความหดหู่ของปราสาทหลังนี้มากไปกว่านี้

เขาก้มลงมองหน้าเธอ แล้วก็พบกับสายตาเด็ดเดี่ยวมองสวนกลับมา อสูรกลอกตามองบน จากนั้นก็ถอนหายใจ “ฉันไม่เคยขอให้เธอมาทำงานบ้านให้ฉันสักหน่อย”

“อ๋อ ฉันก็ไม่ได้ทำงานบ้านให้คุณ ฉันแค่อยากจะช่วยพวกเขา” เบลล์ยักไหล่พลางเอ่ยอย่างติดตลก

อสูรอ้าปากจะเถียง แต่กลับสรรหาเหตุผลมาเถียงกับเธอไม่ออกชั่วคราว จึงได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เช่นนั้น

“ฉันแค่อยากช่วยพวกเขาจริงๆ” เบลล์เลือกที่จะไม่หลบตา เธอจ้องตาเขานานและค้างไว้ เพื่อแสดงถึงความตั้งใจจริงของเธอ

จนในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ อสูรเป็นฝ่ายเบือนศีรษะก่อน เขาเสมองไปทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาอันคมกริบทะลุทะลวงของเบลล์ ก่อนจะก้มหน้าลงเบนสายตาไปจับจ้องที่ผ้าผืนน้อยในมือของเธอแทน

“ถ้างั้นเธอมีอะไรให้ฉันช่วยไหม? อะไรก็ได้ เอาหนังสือของเธอกลับไปห้องสมุด เลี้ยงฟิลิป ขัดพื้นห้องของเธอ …อา ใช่ งั้นฉันจะพาฟิลิปไปเดินเล่นให้เธอแทนก็แล้วกัน”

เขาพูดอย่างรัวเร็ว แล้วก็สรุปเอาเองด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน เบลล์ถึงกับหัวเราะออกมา “คุณ…เป็นเจ้าชา— เป็นเจ้าของบ้าน ฉันจะให้คุณมาขัดห้องให้ฉันได้ไง!?” …และเธอก็ไม่คิดว่าเขาจะทำความสะอาดห้องเป็นด้วย

“ฉันก็แค่อยากช่วยเธอจริงๆ” อสูรวางมาดเหนือกว่าเลียนแบบคำพูดเธอเมื่อครู่ ก่อนจะรีบกล่าวเสริมให้จบประโยค “…หมายถึงช่วยพาม้าไปเดินเล่นน่ะนะ!”

เบลล์ถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ หัวเราะพรวดออกมา

“งั้นก็ตามใจ” หญิงสาวยกมือยอมแพ้

“ตามใจเธอเหมือนกัน” เขาผายมือเลียนแบบเธอกลับ

จากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ต่างคนต่างหันหลัง แยกย้ายไปทำงานส่วนของตน

เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ตัว ก็คือต่างฝ่ายต่างทำงานด้วยรอยยิ้มไปตลอดทั้งวัน

และบางทีโถงเต้นรำในปราสาทที่ร้างไร้ผู้มาเยือน อาจจะกำลังทำหน้าที่ของมัน โดยที่พวกเขาเองก็ต่างไม่รู้ตัว

 

+++
END
21/08/2019

 

Talk Time:

“You’re making everything look so beautiful. We should have a dance tonight.”

ชีวิตก็ยังคงวนเวียนอยู่กับฟิลิปค่ะ ยังไม่มูฟออนจากแฟนฟิคซีรีส์ยุ่มย่ามกับชีวิตม้าๆ นี้ ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นฟิคแองกส์เลย แต่พอเริ่มมาประโยคแรกที่อสูรเดินอย่างไร้จุดหมาย ก็รู้เลยค่ะว่าฮีต้องแองกส์หนักมากแน่

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากความสงสัยว่าระหว่างเพลง Something There อสูร…ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นถึงเจ้าชาย ทำไมถึงไปจูงม้าเล่าเฮ้ย?! แล้วทำไมเบลล์ถึงไปเช็ดหน้าต่าง?! รู้สึกคาใจมากๆ ก็เลยลองคาดเดาความเป็นไปได้จากนิสัยของตัวละคร พอยิ่งคิดยิ่งสนุก จนสุดท้ายเลยออกมาเป็นฟิคเรื่องนี้ค่ะ

เพราะฉะนั้น ฟิคเรื่องนี้จะอ่านต่อกับ Why did he act like a fairytale princess? และ Why does he act like a fairytale prince? ซึ่งเป็นแฟนฟิคสองเรื่องที่เราเขียนลงก่อนหน้านี้หรือไม่ก็ได้ เพราะหลักๆ แล้วเขียนมาจากซีนในหนัง แต่ถ้าพูดอย่างซื่อสัตย์ ก็คือเป็นเนื้อเรื่องที่ตั้งใจคิดให้เชื่อมต่อกับฟิคสองเรื่องที่ว่าได้ลงตัวพอดีด้วยค่ะ

สำหรับประโยชน์ของบอลรูม (โถงเต้นรำ) ส่วนตัวคิดว่านอกจากจะเอาไว้เต้นรำแล้ว เจ้าชายน่าจะเคยส่องสาวๆ ชั้นสูงที่เชิญมางานเต้นรำในปราสาท เอาไว้มองหาคนที่เข้าตามั้งคะ :3

Bisous, จากปอยิ้มผู้ยังไม่มูฟออน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s